“การรับคนเก่งๆ เข้ามาเสริมทัพในองค์กร” ถือเป็นความยากอย่างหนึ่งของกระบวนการสรรหาคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อต้องดีลกับคนเก่งที่เป็นคนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งมีความคาดหวังเรื่องเงินเดือนหรือสวัสดิการต่างๆ ที่ค่อนข้างสูง… ครั้นจะไม่รับก็อาจทำให้องค์กรประสบปัญหาขาดคนทำงาน หรือหากรับเข้ามาแล้วก็จะเป็นโจทย์ใหม่ต่อไปคือ “จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้อยู่กับเราไปนานๆ”
คุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองอยู่หรือไม่?ทำไมพ่อแม่เราเก่งจัง ย้อนกลับไปตอนอายุ 30 ก็สร้างครอบครัว มีบ้าน มีรถ แถมพอเราเกิดมา ก็ดูแลเราได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ตัดภาพมาที่เราในช่วงวัยเดียวกัน
หลายครั้งรับคนใหม่เข้ามาในองค์กร สัมภาษณ์กันหลายรอบ สืบประวัติ ค้นหลักฐานกันอย่างดิบดี พอร์ตโฟลิโอก็ดูน่าเชื่อถือ! แต่ทำไมทำงานร่วมกันไปเพียงหลักเดือน กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด วันนี้เราจะมาคุยกันถึง 4
ตัวอยู่ แต่ใจไปแล้ว.. เราจะรื้อฟื้นสภาพจิตใจในช่วงที่โอกาสใหม่ในงานยังไม่มาถึง หรือช่วงที่ยังหาทางออกให้กับชีวิตการทำงานไม่ได้ อย่างไรดีนะ??เรามีคำถาม 4 ข้อให้คุณได้ประเมินตนเอง ในสภาพแวดล้อมที่ตนทำงานอยู่ 1)
ท่ามกลางสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานฝีมือดีในท้องตลาด ก็ยากพอแล้วสำหรับองค์กรในการจะเติมเต็มตำแหน่งที่ขาดด้วยคนเก่ง ๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแบบคู่ขนานซ้ำเติมองค์กรเข้าไปอีกดั่งการราดน้ำเกลือลงบนแผลสดก็คือ #การที่พนักงานคนเก่งขององค์กรเองขอลาออก ซึ่งเหมือนเป็นการสร้างความปวดหัวและท้อแท้ปนสิ้นหวังให้กับ HR เข้าไปอีก แต่หากองค์กรยังต้องการรักษาพนักงานคนนี้เอาไว้
วัฒนธรรมองค์กรแบบเร่งด่วน ทุกอย่างในองค์กรอยู่ในสถานะ First Priority ไปเสียทั้งหมด หลายครั้งที่คนมักสับสนว่าสิ่งนี้เรียกว่า “ความกระตือรือร้น” หรือ “ความไม่จัดลำดับความสำคัญ”
ผลสำรวจของ Mind Share Partners ในพนักงานบริษัททั่วโลกจำนวน 2,700 คน พบว่า 40%








