
คำถามคลาสสิกเมื่อพูดถึงเรื่อง #การสร้างวัฒนธรรมองค์กร “สรุปแล้วใครต้องเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้กันแน่?” คำตอบที่เรามักจะได้ยิน “ก็ต้องเป็นหน้าที่ HR สิ” “มันเป็นหน้าที่ของทุกคนในบริษัท”
ในยุค AI Era คำถามที่ผู้นำทุกคนต้องเจอคือ “เราจะนำพาองค์กรให้อยู่รอดและเติบโตในยุค AI ได้อย่างไร?” ในฐานะที่
ในหลาย ๆ องค์กร สาเหตุหลักที่คนเก่งเลือกที่จะเดินจากไป มักไม่ใช่เพราะพวกเขาทำงานล้มเหลว แต่เป็นเพราะพวกเขาทำงานสำเร็จแล้ว “ไม่มีใครมองเห็น” ต่างหาก
ไม่ว่าผู้นำจะเต็มไปด้วย “Ego” (อีโก้/การปกป้องตนเอง) หรือ “Empathy” (ความเข้าอกเข้าใจ) ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางของ วัฒนธรรมองค์กร
สิ่งที่ทำให้ James L. Heskett แตกต่างจากนักเขียนเรื่องวัฒนธรรมองค์กรคนอื่น คือเขาไม่ได้มองวัฒนธรรมจากมุมของแรงบันดาลใจหรือภาวะผู้นำเป็นหลัก แต่ใช้ตรรกะแบบนักเศรษฐศาสตร์ เขาสนใจว่า
มีคนเคยเปรียบเทียบเอาไว้ว่า การเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็น New Manager หรือผู้จัดการมือใหม่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็น “แซนด์วิช” ที่อยู่ๆ
ในโลกของการทำงานยุคใหม่ที่เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและงานเริ่มจางลง หลายคนอาจกังวลว่าการ “ปฏิเสธ” หรือการ “ขีดเส้นแบ่ง” (Boundary) จะทำให้เราถูกมองว่าไม่มีน้ำใจหรือขาดความทุ่มเท แต่ความจริงจากงานวิจัยและหลักการบริหารองค์กรระดับสากลกลับชี้ให้เห็นว่า
จาก “การฟัง” สู่ “พลังขับเคลื่อน”: หัวใจสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน ในโลกของการบริหารจัดการสมัยใหม่ เรามักพูดถึงกลยุทธ์ (Strategy)
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ถามลูกว่า ‘โรงเรียนของเรามีใครบ้างนะ?’ ลูกๆ อาจจะตอบว่า ‘มีคุณครู มีเพื่อน มีภารโรง’ แล้วถ้าถามว่า
เมื่อความสำเร็จในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดแค่กำไรหรือนวัตกรรมอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการดูแล “คน” ในองค์กรให้ดีอีกด้วย และหัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือ “กลยุทธ์การดึงดูดและรักษาคนเก่งที่ชัดเจน” กรอบแนวคิดของ Wheel
ในยุคที่การบริหารทรัพยากรบุคคลกลายเป็นหัวใจของความสำเร็จองค์กร คนทำงานด้าน HR ไม่ได้ทำหน้าที่แค่จัดการเอกสารหรือเงินเดือนอีกต่อไป แต่ต้องเข้าใจภาพรวมขององค์กร มีทักษะในการวิเคราะห์ และรู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักคำศัพท์และแนวคิดสำคัญในงาน
หลายครั้งที่องค์กรเพิ่งรู้ว่าพนักงานคนเก่ง (talent employee) รู้สึกไม่โอเค ก็ตอนที่เขายื่นจดหมายลาออก และเมื่อถึงจุดนั้นก็สายเกินไปแล้ว ความเสียหายเกิดขึ้น และการสัมภาษณ์ในวันลาออกก็กลายเป็นเพียงการวิเคราะห์สิ่งที่
มีคนเคยเปรียบเทียบเอาไว้ว่า การเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็น New Manager หรือผู้จัดการมือใหม่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็น “แซนด์วิช” ที่อยู่ๆ
ในโลกของการทำงานยุคใหม่ที่เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและงานเริ่มจางลง หลายคนอาจกังวลว่าการ “ปฏิเสธ” หรือการ “ขีดเส้นแบ่ง” (Boundary) จะทำให้เราถูกมองว่าไม่มีน้ำใจหรือขาดความทุ่มเท แต่ความจริงจากงานวิจัยและหลักการบริหารองค์กรระดับสากลกลับชี้ให้เห็นว่า
ในโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยตัวเลขและเป้าหมาย (KPIs) หลายคนมักมองข้าม “ความเป็นมนุษย์” ไป แต่ความจริงแล้ว วัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความเมตตาและการเอาใจใส่ (Kindness-Driven
คำถามคลาสสิกเมื่อพูดถึงเรื่อง #การสร้างวัฒนธรรมองค์กร “สรุปแล้วใครต้องเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้กันแน่?” คำตอบที่เรามักจะได้ยิน “ก็ต้องเป็นหน้าที่ HR สิ” “มันเป็นหน้าที่ของทุกคนในบริษัท”
ในยุค AI Era คำถามที่ผู้นำทุกคนต้องเจอคือ “เราจะนำพาองค์กรให้อยู่รอดและเติบโตในยุค AI ได้อย่างไร?” ในฐานะที่
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ถามลูกว่า ‘โรงเรียนของเรามีใครบ้างนะ?’ ลูกๆ อาจจะตอบว่า ‘มีคุณครู มีเพื่อน มีภารโรง’ แล้วถ้าถามว่า
เมื่อความสำเร็จในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดแค่กำไรหรือนวัตกรรมอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการดูแล “คน” ในองค์กรให้ดีอีกด้วย และหัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือ “กลยุทธ์การดึงดูดและรักษาคนเก่งที่ชัดเจน” กรอบแนวคิดของ Wheel
ในยุคที่การบริหารทรัพยากรบุคคลกลายเป็นหัวใจของความสำเร็จองค์กร คนทำงานด้าน HR ไม่ได้ทำหน้าที่แค่จัดการเอกสารหรือเงินเดือนอีกต่อไป แต่ต้องเข้าใจภาพรวมขององค์กร มีทักษะในการวิเคราะห์ และรู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักคำศัพท์และแนวคิดสำคัญในงาน
คำถามคลาสสิกเมื่อพูดถึงเรื่อง #การสร้างวัฒนธรรมองค์กร “สรุปแล้วใครต้องเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้กันแน่?” คำตอบที่เรามักจะได้ยิน “ก็ต้องเป็นหน้าที่ HR สิ” “มันเป็นหน้าที่ของทุกคนในบริษัท”
มีคนเคยเปรียบเทียบเอาไว้ว่า การเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็น New Manager หรือผู้จัดการมือใหม่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็น “แซนด์วิช” ที่อยู่ๆ





























