ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เข้าไปสำรวจกลุ่มคนทำงานกว่า 700 คน ที่ถูกขนานนามว่าเป็นกลุ่มที่ยุ่งเป็นพิเศษ (busy professionals) ในหลากหลายตำแหน่งหน้าที่และระดับด้วยคำถามว่าอะไรคือปัจจัยที่นำไปสู่อาการหมดไฟ ผลสำรวจพบว่าการไม่มีเวลาโฟกัสกับงานของตัวเอง (lack
คนเราเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นได้ทุกเรื่องตั้งแต่สถานะทางสังคม ของใช้ส่วนตัว หน้าที่การงาน เรื่อยมาจนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างเงินเดือนที่พอรู้เมื่อไหร่ว่าคนนี้ได้เท่านั้น คนนั้นได้เท่านี้
เข้าซื้อทวิตเตอร์ได้ไม่ทันไร Elon Musk ก็สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำ (ในแง่ลบ) กับพนักงานใหม่ของเขาทันที เพียงสัปดาห์เศษในฐานะซีอีโอคนใหม่ เขาปลดพนักงานไปแล้วทีเดียวกว่า 3,700
เราทราบกันดีกว่าการแสดงออกให้พนักงานเห็นว่าเรารับรู้คุณค่าที่เขาสร้างให้กับองค์กรนั้นคือพื้นฐานของการดึงให้คนเก่ง ๆ อยู่ในองค์กร และเพิ่มโอกาสการเติบโตทางธุรกิจของเรา แต่แม้ว่าผู้จัดการหลาย ๆ คนล้วนมีความตั้งใจที่จะแสดงออกซึ่งการเห็นคุณค่านี้ ความยากของมันคือการที่บางครั้งสิ่งที่เราเห็นและชื่นชม กับสิ่งที่พนักงานพยามทำนั้นเป็นคนละอย่างกัน
Data-driven เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคำที่ได้ยินบ่อยที่สุดในยุคนี้ และองค์กรทุก ๆ ขนาด ในทุก ๆ อุตสาหกรรมต่างพากันมุ่งหน้าไปในทิศทางของ Data
สิ่งที่กวนใจหัวหน้างานอยู่เสมอคือ “ผลงานของทีมไม่เข้าเป้า” หรือ “ผลงานของทีมออกมาไม่ดีอย่างที่คาดหวัง” เมื่อใดก็ตามที่เราได้ยินคำบ่นเหล่านี้ คำถามที่มักตามมาเสมอในใจ คือ “แล้วผลงานแบบไหนที่เรียกว่า ผลงานเข้าเป้าหรือผลงานดี?”
เชื่อว่า HR หลายท่านล้วนเคยประสบปัญหาด้านความร่วมมือจากพนักงานกันมาบ้างไม่มากก็น้อยเมื่อต้องส่งแบบสำรวจใด ๆ ให้กับเหล่าพนักงาน ทั้งความหวั่นใจว่าจะตอบกลับมากันพอหรือเปล่า หรือจะมีใครบ่นอีกไหมว่าเบื่อ survey และก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เหล่าองค์กรก็เข้าใจตรงกันไปแล้วว่า
ไม่ว่าเราจะเป็นคนทำงานที่กำลังชายตามองหาโอกาสใหม่ ๆ หรือเด็กจบใหม่ที่กำลังเข้าสู่โลกการทำงานเป็นครั้งแรก สิ่งหนึ่งที่พอเป็นที่รู้กันคือบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ทั้งสัญชาติไทยและเทศมักจะมีแม่เหล็กขนาดใหญ่กว่าในการดึงดูดความสนใจของเรา โดยเฉพาะ “ความมั่นคง” และ









