ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดหลังการแพร่ระบาดโควิดระลอกสามเกิดขึ้นคือ หลายองค์กรมีความต้องการสร้างวัฒนธรรมองค์กร (อย่างจริงจัง) เพิ่มมากขึ้น เหตุผลสำคัญที่ทำให้องค์กรทั้งหลายเกิดการตระหนัก เกิดจากการได้เห็นว่าเมื่อมีวิกฤติถาโถมเข้ามา องค์กรที่สามารถยืนอยู่ได้อย่างไม่สั่นคลอนมากนักมักเป็น #องค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง ผู้คนในองค์กรมีหลักคิด
เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าค่านิยมที่ถูกสื่อสารในทุก ๆ วัน พนักงาน ผู้บริหาร หัวหน้าทีม หรือทุก ๆ คนในองค์กร
หลายครั้งที่เราพูดคุยกันถึงองค์ประกอบที่หลากหลายของวัฒนธรรมองค์กรทั้งในด้านของโครงสร้างองค์กร ทีมงานผู้คอยขับเคลื่อน การออกแบบสถานที่ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรในแบบของเราขึ้นมา หรือแม้แต่ Buzz word
รายงานของ Gartner ประจำปี 2018 เปิดเผยว่า บริษัทขนาดใหญ่ 239 แห่ง มีอัตราส่วนมากกว่า
การให้อิสระ หรือ Freedom กับพนักงานเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ผู้บริหารหลายที่มีความกังวลกันมากที่สุด เพราะเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพนักงานจะทำงานตามที่พวกเขาได้รับมอบหมายได้จริง ๆ ไม่ใช่กำลังอู้งานอยู่ (Trust) หรือต่อให้พวกเขาทำงาน
ปัญหาหนึ่งที่มักเกิดขึ้นหลังจากมีการออกแบบวิสัยทัศน์องค์กร ค่านิยม หรือวัฒนธรรมองค์กร นั่นคือ การสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมองคกรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป็นโจทย์ใหญ่เลยว่าจะทำอย่างไรให้คนในองค์กรรู้ว่าเรามีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ โดยการสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมองค์กรแบ่งได้เป็น 2
จากเดิมที่มีเพียงบริบทเดียว คือ ในออฟฟิศที่ทำงาน กลายมาเป็นหลายร้อยบริบทจากการทำงานที่บ้าน ทำให้ Psychological Safety ที่ปกติก็สร้างยากอยู่แล้ว ดันมีชีวิตส่วนตัวจากบริบทการทำงานจากบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องอีก
องค์กรที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ Kincentric Thailand : www.facebook.com/kincentricthailand/ ได้สำรวจพนักงานกว่า 20,000 คนจากหลากหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย และค้นพบว่าพนักงานที่ต้อง WFH รู้สึกไม่สามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ









