องค์กรที่ขาดนวัตนกรรมในที่สุดแล้วก็จะขาดลมหายใจ แล้วอะไรที่เป็นตัวส่งเสริม และตัวสกัดกั้นของการเกิดนวัตกรรม นั่นก็คือ วัฒนธรรมองค์กร ว่าเอื้อให้องค์กรสร้างนวัตกรรมได้จริงหรือเปล่า เพราะนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากคนกลุ่มใดกลุ่มนึงอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลายเป็นหน้าที่ของคนในองค์กรทุกคนที่ต้องมีส่วนร่วมที่เอาไอเดียใหม่ๆ ออกมาพูดคุยกัน
การสำรวจประจำปีล่าสุดของ Gallup ที่วัดเรื่องความผูกพันของพนักงานทั่วโลกที่มีต่องค์กรของตนเอง พบว่ามีพนักงานเพียง 32% เท่านั้นที่ระบุว่าตนเองรู้สึกผูกพันและมีส่วนร่วมกับองค์กร และการศึกษายังพบระดับคะแนนต่ำในอีกหลายประเด็น เช่น ความชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังของผู้จัดการ
Unsung Hero คำนี้คุ้นเคยกันบ้างหรือไม่..? คนกลุ่มนี้เป็นบุคลากรที่ทำงานเหมือน “ปิดทองหลังพระ” อยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรอย่างเงียบๆ หากเป็นกลุ่มคนที่สร้างประโยชน์ให้กับวัฒนธรรมขององค์กรอย่างมากมาย หลายครั้งที่ผู้นำองค์กรมักแสดงความยินดี ชื่นชมกับบรรดา
Feedback วัตถุประสงค์หลักมี 3 อย่าง คือ Learn, Growth และ Improve
Toxic Culture หมายถึงสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ส่งผลเสียให้กับพนักงาน เป็นการบั่นทอนบรรยากาศในการทำงานที่ดี สังเกตได้จากการสื่อสารที่ไม่ค่อยดี ความเครียดที่มีมาก แรงจูงใจในการทำงานไม่ดี และที่สำคัญนำไปสู่ Turnover
องค์การอนามัยโลกได้กำหนดความหมายของคำว่า Burnout คือ กลุ่มอาการที่เกิดจากความเครียดสะสมในที่ทำงาน และบุคคลที่มีอาการเหล่านี้มักจะบริหารจัดการไม่ได้ และผลกระทบชัดเจนนั่นก็คือส่งผลต่องาน ส่งผลต่อ Engagement ของคนที่มีต่องาน
“ในไม่ช้าเราจะบอกลาแบรนด์ Twitter และนกฟ้าทุกตัว” นี่คือทวีตข้อความจากมหาเศรษฐีหนุ่มซึ่งเป็นทั้งนักธุรกิจและนักลงทุน อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งได้เทกโอเวอร์
ในโลกที่กำลังมุ่งมาให้ความสำคัญกับวาระ DEI หรือ Diversity & Equity & Inclusion หลายๆ









