ในทุกองค์กร ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ จะมีกลุ่มคนที่จับกลุ่ม พูดคุย แลกเปลี่ยน และให้กำลังใจกันอยู่นอกเหนือจากโครงสร้างทางการของแผนกหรือทีม นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า “Informal
Category: A Cup of Culture
บทบาทของผู้นำในปัจจุบันได้ขยายออกไปไกล กว่าแค่การวางแผนหรือบริหารงานตาม KPI เท่านั้น เพราะความสำเร็จในระยะยาวขององค์กรจำนวนมากไม่ได้มาจากตัวเลขทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากวัฒนธรรมภายในที่แข็งแกร่ง มีความไว้วางใจ และส่งเสริมศักยภาพของทุกคนในทีม
วัฒนธรรมแห่งความอยากรู้อยากเห็น (Culture of Curiosity) คือพลังขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความสัมพันธ์ที่ดีในทีม เพราะเมื่อเรากล้าที่จะถาม
ความไม่ไว้ใจในที่ทำงานเหมือนไวรัสที่แพร่เงียบ ๆ เริ่มจากความตั้งใจดี แต่กลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นระหว่างคนทำงาน หลายครั้งหัวหน้าปกปิดข้อมูลเพราะคิดว่า “ป้องกันทีมจากความเครียด” หรือเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับเพราะ “ลูกน้องยังไม่พร้อม”
เคยไหม…เริ่มงานใหม่ด้วยความหวังว่าจะได้ทำตามที่ระบุใน Job Description (JD) แต่พอเวลาผ่านไปกลับพบว่าสิ่งที่ทำจริงนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง? นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกในโลกของการทำงานยุคปัจจุบัน เพราะ JD
ผู้นำหลายคนติดอยู่ในกับดักโดยไม่รู้ตัว… กับดักของ “การแก้ปัญหาแทนทีม” มันฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดีใช่ไหม? มีลูกน้องมาขอความช่วยเหลือ แล้วเราก็กระโดดเข้าไปแก้ให้ทันที… เสร็จเร็ว ได้ใจลูกน้อง
ในปีที่โลกเสิร์ฟแต่ความไม่แน่นอน (อย่างไม่หยุดหย่อน) ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางระหว่างประเทศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่วิกฤตภายในองค์กร สิ่งหนึ่งที่จะตัดสินได้ว่าองค์กรจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้ดีแค่ไหน…คือ “ผู้นำและองค์กรสื่อสารอย่างไร” ใน
เปลี่ยนจาก “ทำไม” เป็น “ทำอย่างไร” = เปลี่ยนจากโหมดปัญหาเป็นโหมดแก้ปัญหาความแตกต่าง “ทำไม” →
ผู้นำที่ดีต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง —จริงไหมครับ? เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่ติดอยู่ในหัวใครหลายคนมานาน แต่เอาเข้าจริง มันไม่ใช่แค่ไม่จำเป็น แต่ยังเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการเติบโตของทั้งตัวผู้นำเองและทีมอีกด้วย วันนี้ผมอยากชวนทุกคนมาคุยกันเรื่อง “การมอบหมายงาน”

