สิ่งที่ทำให้ James L. Heskett แตกต่างจากนักเขียนเรื่องวัฒนธรรมองค์กรคนอื่น คือเขาไม่ได้มองวัฒนธรรมจากมุมของแรงบันดาลใจหรือภาวะผู้นำเป็นหลัก แต่ใช้ตรรกะแบบนักเศรษฐศาสตร์ เขาสนใจว่า วัฒนธรรมลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ รักษาคน รักษาลูกค้า และเปลี่ยนไปเป็นกำไรได้อย่างไร
ข้อเสนอสำคัญของ Heskett คือ ในบางบริบทวัฒนธรรมที่มีประสิทธิผลอาจอธิบายความแตกต่างของกำไรจากการดำเนินงานระหว่างองค์กรได้มากถึงประมาณครึ่งหนึ่ง ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าเพียงทำกิจกรรมวัฒนธรรมแล้วกำไรจะเพิ่มขึ้น 50% แต่หมายความว่า เมื่อบริษัทสองแห่งอยู่ในธุรกิจใกล้เคียงกัน ใช้เทคโนโลยีคล้ายกัน และมีทรัพยากรไม่ต่างกันมาก ความแตกต่างของวิธีที่คนทำงานร่วมกันอาจสร้างช่องว่างของผลประกอบการได้อย่างมหาศาล
ลองนึกถึงบริษัทสองแห่งที่มีรายได้เท่ากัน
- บริษัทแรก มีวัฒนธรรมที่คนไม่กล้าพูดปัญหา ทุกเรื่องต้องรออนุมัติ และแต่ละฝ่ายพยายามปกป้องตัวเอง
- ส่วนอีกบริษัทหนึ่ง คนสามารถรายงานข่าวร้ายได้เร็ว หัวหน้ารับฟัง ทีมข้ามฝ่ายช่วยกันแก้ปัญหา และพนักงานมีอำนาจตัดสินใจในขอบเขตที่เหมาะสม
ความแตกต่างอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก บริษัทที่สองอาจมีงานแก้ไขน้อยกว่า ตัดสินใจเร็วกว่า คนเก่งลาออกน้อยกว่า ลูกค้าร้องเรียนน้อยกว่า และมีการซื้อซ้ำมากกว่า แต่เมื่อข้อได้เปรียบเล็ก ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันและสะสมต่อเนื่องหลายปี ผลลัพธ์จะไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบเส้นตรง แต่เพิ่มขึ้นแบบทบต้น
นี่คือหัวใจของคำว่า The Culture Cycle
วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้สร้างกำไรโดยตรง
วัฒนธรรมไม่ได้สร้างกำไรโดยตรง แต่มันกำหนดว่าคนจะใช้เวลาไปกับการสร้างคุณค่า หรือใช้เวลาไปกับการป้องกันตัวเอง มันกำหนดว่าปัญหาจะถูกเปิดเผยหรือปิดบัง ข้อมูลจะถูกแบ่งปันหรือกักไว้ การตัดสินใจจะรวดเร็วหรือเชื่องช้า และลูกค้าจะได้รับประสบการณ์แบบใด
→ ในองค์กรที่มีความไว้วางใจต่ำ พนักงานอาจใช้เวลาจำนวนมากไปกับการรอคำสั่ง ขออนุมัติ เก็บอีเมลเป็นหลักฐาน ประชุมเพื่อหาคนรับผิด และทำงานซ้ำจากการส่งต่องานที่ไม่ดี บริษัทอาจจ่ายเงินเดือนเท่าเดิม แต่ได้รับผลตอบแทนจากค่าแรงน้อยกว่า
→ ในทางกลับกัน องค์กรที่มี Trust และ Ownership สูง สามารถเปลี่ยนค่าแรงก้อนเดียวกันให้เป็นคุณค่าได้มากกว่า เพราะคนกล้าตัดสินใจ แก้ปัญหาเร็ว แบ่งปันข้อมูล และร่วมมือกันโดยไม่ต้องรอคำสั่งทุกครั้ง
Heskett จึงเสนอให้มองมูลค่าของวัฒนธรรมผ่านสิ่งที่จับต้องได้ เช่น
- การแนะนำคนเก่งเข้ามาทำงาน
- การรักษาพนักงานและลูกค้า
- ผลตอบแทนจากแรงงาน
- และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า
สิ่งเหล่านี้เชื่อมโดยตรงกับต้นทุนการสรรหา การลาออก ผลิตภาพ Customer Retention รายได้ และ Margin
นี่คือเหตุผลที่ *The Culture Cycle* เป็นหนังสือที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสนทนากับ CFO หรือคณะกรรมการบริษัท เพราะมันช่วยเปลี่ยนคำถามจาก “พนักงานมีความสุขหรือไม่” ไปเป็น “วัฒนธรรมกำลังเพิ่มหรือลดมูลค่าทางเศรษฐกิจขององค์กรตรงไหน”
วัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่ Soft Asset
วัฒนธรรมองค์กรจึงไม่ใช่ Soft Asset ในความหมายว่า “เบา วัดไม่ได้ หรือไม่มีผลต่อธุรกิจ” แต่มันคือ ระบบเศรษฐกิจที่มองไม่เห็น และทำงานอยู่ทุกวันผ่านการตัดสินใจ การประชุม การให้รางวัล การเลื่อนตำแหน่ง และการปฏิบัติต่อลูกค้า
หากระบบนี้ทำงานดี มันจะสร้างผลตอบแทนแบบทบต้น แต่หากทำงานผิด มันก็จะทบต้นความสูญเสียเช่นเดียวกัน
✦ Heskett’s Culture Cycle ทำงานอย่างไร?
Heskett อธิบายว่า ผลทางการเงินของวัฒนธรรมไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ ไหลผ่านวงจรที่เชื่อมโยงกัน เริ่มจากผู้นำกำหนดและแสดงให้เห็นว่าองค์กรให้คุณค่ากับอะไร เมื่อคำพูดของผู้นำสอดคล้องกับการตัดสินใจจริง ค่านิยมจะไม่ใช่แค่ข้อความบนผนัง แต่กลายเป็นพฤติกรรมร่วมที่คนใช้ในการทำงานทุกวัน
พฤติกรรมที่ชัดเจนและสม่ำเสมอจะสร้างความไว้วางใจ → ทำให้พนักงานรู้สึกผูกพันและกล้ารับผิดชอบมากขึ้น → เมื่อคนมีทั้งพลังและอิสระในการลงมือทำ → คุณภาพงานและผลิตภาพก็จะดีขึ้น → ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สม่ำเสมอขึ้น → จึงมีแนวโน้มกลับมาใช้บริการต่อและแนะนำองค์กรให้ผู้อื่น
Customer Loyalty ที่สูงขึ้นจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นรายได้และกำไร
และทรัพยากรที่องค์กรสามารถนำกลับไปลงทุนในคน ผู้นำ และระบบการทำงานได้อีกครั้ง วงจรจึงเริ่มหมุนเร็วและแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ในทางกลับกัน หากผู้นำพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่าง → ค่านิยมจะสูญเสียความน่าเชื่อถือ → พนักงานเริ่มไม่ผูกพัน → คุณภาพและผลิตภาพลดลง → ลูกค้าไม่พอใจ → และผลประกอบการถูกกดดัน
เมื่อองค์กรตอบสนองด้วยการลดงบพัฒนาคน เพิ่มการควบคุม หรือกดดันผลลัพธ์ระยะสั้น วัฒนธรรมก็ยิ่งอ่อนแอลง กลายเป็นวงจรลบที่เร่งตัวเองเช่นกัน
ดังนั้น Culture Cycle จึงไม่ได้บอกเพียงว่า “วัฒนธรรมที่ดีทำให้คนมีความสุข” แต่แสดงให้เห็นเส้นทางที่ชัดเจนว่า พฤติกรรมของผู้นำสามารถไหลผ่านพนักงาน คุณภาพงาน ลูกค้า และย้อนกลับมาเป็นผลลัพธ์ทางการเงินได้อย่างไร
Heskett ทำให้กลไกนี้จับต้องได้มากขึ้นผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า The Four Rs หรือสี่ช่องทางที่วัฒนธรรมเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
The Four Rs (สี่ช่องวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ)
① ช่องทางแรกคือ Referrals — เมื่อพนักงานเชื่อมั่นในองค์กร พวกเขามีแนวโน้มแนะนำคนเก่งเข้ามาทำงาน ขณะที่ลูกค้าที่ได้รับประสบการณ์ที่ดีก็พร้อมแนะนำลูกค้าใหม่เข้ามาเช่นกัน วัฒนธรรมจึงช่วยลดทั้งต้นทุนการสรรหาและต้นทุนการหาลูกค้าใหม่
② ช่องทางที่สองคือ Retention — วัฒนธรรมที่ดีช่วยรักษาทั้งพนักงานและลูกค้าไว้ได้นานขึ้น องค์กรจึงไม่ต้องสูญเสียต้นทุนจากการลาออก การสอนงานใหม่ การสูญเสียความรู้ หรือการหาลูกค้าใหม่มาทดแทนลูกค้าเดิมอยู่ตลอดเวลา
③ ช่องทางที่สามคือ Returns to Labor — หรือผลตอบแทนที่องค์กรได้รับจากค่าแรง พนักงานที่มีความไว้วางใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของจะใช้เวลาไปกับการสร้างคุณค่า มากกว่าการรออนุมัติ ป้องกันตัวเอง แก้งานซ้ำ หรือจัดการความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น บริษัทจึงสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้นจากต้นทุนแรงงานเท่าเดิม
④ ช่องทางสุดท้ายคือ Relationships with Customers — พนักงานที่ผูกพันกับองค์กรมีแนวโน้มสร้างประสบการณ์ที่ดีและสม่ำเสมอให้ลูกค้า ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงขึ้นนำไปสู่การซื้อซ้ำ การบอกต่อ ความไวต่อราคาที่ลดลง และมูลค่าของลูกค้าตลอดช่วงความสัมพันธ์ที่สูงขึ้น
ดังนั้น The Four Rs จึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมกับงบการเงิน เพราะมันแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไม่ได้สร้างกำไรอย่างลึกลับ แต่ค่อย ๆ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับผลิตภาพผ่านการรักษาคน การรักษาลูกค้า การบอกต่อ และการใช้ศักยภาพของแรงงานได้อย่างเต็มที่ เมื่อผลเหล่านี้สะสมต่อเนื่อง วัฒนธรรมจึงกลายเป็นกลไกทางการเงินที่ให้ผลแบบทบต้น
A Cup of Culture
────
ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมองค์กร
Company Culture
Corporate Culture
.
.

https://www.hbs.edu/faculty/Pages/item.aspx?num=41056
https://hbr.org/webinar/2012/06/culture-cycle-the-unseen-force








