เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางองค์กรที่มีสวัสดิการดีมาก เงินเดือนสูง แต่พนักงานกลับรู้สึกอึดอัด ไม่กล้าพูด และอยากลาออกตลอดเวลา? — คำตอบส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นเรื่อง “Trust” หรือ “ความไว้วางใจ” ครับ
งานวิจัยจาก Zenger Folkman บอกเราว่า ความไว้วางใจไม่ได้หายไปเพราะเรื่องใหญ่ๆ อย่างการโกงบริษัทหรืออะไรเนี่ย มันค่อยๆ กร่อนลงจากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำกันซ้ำๆ วันแล้ววันเล่า จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่กัดกินคนทำงาน
วันนี้เราจะมาเจาะลึก 6 พฤติกรรมที่ทำให้ Trust พัง และที่สำคัญคือ มันส่งผลต่อวัฒนธรรมที่เราทำงานอยู่ทุกวันนี้ยังไง ไปดูกันเลยครับ
- Behavior 1: ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน (Damaged Relationships)
- ถ้าความสัมพันธ์ในที่ทำงานมันแย่ สมองเราจะเข้าสู่โหมด “เอาตัวรอดก่อน” ทันที อารมณ์เหมือนเราอยู่ในสนามรบ ไม่ใช่ออฟฟิศที่น่าทำงาน
- ในช่วงแรกๆ ที่ผมเริ่มทำงาน ผมเคยอยู่ในบรรยากาศที่หัวหน้าเย็นชา เพื่อนร่วมงานมีแต่ drama ขัดแย้งกัน รู้ไหมครับมันเกิดอะไรขึ้น? มันเกิดวัฒนธรรมองค์กรที่ต่างคนต่างทำของตัวเอง ไม่ช่วยเหลือกัน ไม่แชร์ไอเดีย เพราะกลัวว่าจะถูกโจมตีหรือถูกเอาเปรียบ
- ความร่วมมือ? หายไปเลยครับ
- Behavior 2: พูดอย่าง ทำอย่าง (Words Not Matching Actions)
- นี่คือสิ่งที่ฆ่า Trust ได้เร็วที่สุด องค์กรสื่อสารว่า “เราเน้น Work-life balance นะ เราห่วงใยพนักงาน” แต่พอถึงเย็นวันศุกร์ คุณกำลังจะปิดคอม มี Line เข้ามา “ดูเรื่องนี้ด้วยนะ ด่วน ส่งคืนวันนี้” หรือไม่ก็พุ่งข้ามไป “เอางานนี้ส่งวันอาทิตย์ได้ไหม?”
- นี่ครับ มันคือการส่งสัญญาณว่า คำพูดของผู้นำไม่มีค่า พนักงานจะเริ่มรู้สึกว่าถูกหลอก ถูกต้ม
- และรู้ไหมครับ สิ่งนี้จะสร้างวัฒนธรรมที่เรียกว่า “Cynicism” หรือการประชดประชัน คนจะเริ่มไม่เชื่อในอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ของบริษัท ค่านิยมที่ติดไว้บนผนัง หรือแม้แต่คำมั่นสัญญาใหม่ๆ ที่ผู้บริหารพูด พนักงานจะคิดว่า “องค์กรพูดไปเรื่อย…” ความไม่ไว้ใจมันหายไป
- Behavior 3: การตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำๆ (Poor Judgment)
- ความไว้ใจไม่ใช่แค่เรื่องนิสัยดี แต่คือเรื่องของ “ความสามารถ” ด้วย ถ้าผู้นำตัดสินใจโดยไม่ดูข้อมูล ไม่ฟังความคิดเห็น หรือตัดสินใจแบบ “ตามอารมณ์” แล้วผลออกมาพังซ้ำแล้วซ้ำอีก… ทีมจะเริ่มไม่แน่ใจในอนาคตของตัวเองเลยครับ
- เหมือนคุณนั่งรถที่คนขับมือใหม่ เลี้ยวผิดทางทุกครั้ง แล้วยังไม่ยอมเปิด GPS อีก คุณจะรู้สึกปลอดภัยไหมครับ?
- Behavior 4: การไม่ยอมรับฟัง Feedback (Resisting Feedback)
- ผู้นำที่ทำตัวเป็น “น้ำเต็มแก้ว” จะทำให้คนเก่งๆ เลือกที่จะเงียบเสียงลง…
- พฤติกรรมนี้จะสร้าง “Culture of Silence” หรือวัฒนธรรมความเงียบ คนจะหยุดพูด หยุดแชร์ความคิด เพราะรู้สึกว่า “พูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น”
- และนี่มันอันตรายสุดๆ เลยนะครับ เพราะองค์กรที่ไม่มีใครกล้าพูด คือองค์กรที่หยุดเติบโต
- Behavior 5: พฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้(Inconsistency)
- รู้ไหมครับว่าพนักงานเสียพลังงานไปกับอะไร? ไม่ใช่การทำงาน แต่คือ การเดาใจเจ้านาย
- เขาต้องเสียเวลาคิดว่า “วันนี้เจ้านายอารมณ์ดีไหม? ควรถามเรื่องนี้ตอนนี้ไหม? หรือรอดีกว่า?”
- พฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ มันทำให้คนทำงานเหนื่อยทางใจมากกว่าเหนื่อยทางกายเสียอีก
- Behavior 6: การไม่ยอมแบ่งปันข้อมูล (Not Sharing Information)
- มีคำพูดว่า “ข้อมูลคืออำนาจ”
- และผู้นำบางคนก็เก็บข้อมูลไว้กับตัวเองเพื่อให้ดูว่าตัวเองสำคัญ “มีแต่ฉันที่รู้” “ถ้าไม่มีฉัน ทีมนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไง”
- แต่รู้ไหมครับว่าพนักงานรู้สึกยังไง? รู้สึกถูกทอดทิ้ง รู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ ไม่มีค่าพอที่จะได้รับความไว้ใจ
- และนี่ครับ คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “Grapevine Culture” หรือวัฒนธรรมการซุบซิบนินทา เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลทางการ พนักงานก็จะเริ่มสร้างเรื่องราวขึ้นมาเอง ข่าวลือเริ่มแพร่ ความไม่ไว้ใจก็ทวีคูณขึ้น
ถ้าลองสังเกตดีๆ เราจะพบว่าทั้ง 6 พฤติกรรมที่เราคุยกันมานี้ มีตัวเชื่อมหลักที่ห้ามมองข้ามเลยครับ นั่นคือ Poor Communication พูดง่ายๆ แบบเห็นภาพคือ การสื่อสารที่แย่ คือสัญญาณเตือนว่า Trust กำลังพัง → และในทางกลับกัน ถ้า Trust พัง คนก็จะหยุดสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา
ทั้ง 6 ข้อที่เราคุยกันมาวันนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวหรือนิสัยส่วนบุคคลเฉยๆ มันคือ #รากฐานของวัฒนธรรมองค์กร เลยครับ ถ้าเราอยากเปลี่ยนวัฒนธรรม เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ก่อน ไม่ใช่แค่เขียน Core Value สวยๆ แปะไว้ที่ผนังแล้วจบ
A Cup of Culture
────
วัฒนธรรมองค์กร
corporateculture
organizationalculture
.
.









