ถอดรหัส 6 รูปแบบพฤติกรรมป้องกันตัวเองในที่ทำงาน

“เวลาที่คนในองค์กรรู้สึกไม่ปลอดภัย พวกเขาแสดงออกอย่างไร?” — พวกเขาเลือกที่จะ เถียง สู้กลับ? พวกเขา เงียบ เก็บตัวหายไปเลย? หรือว่า… พวกเขาแค่ พยักหน้าเห็นด้วยตลอดเวลา ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง?


บทความจาก Harvard Business Review ชื่อว่า 6 Defensive Behaviors That Show Up at Work โดยคุณ Ron Carucci อธิบายถึง “กลไกการเอาตัวรอดตามธรรมชาติของมนุษย์” ที่เราคุ้นเคย มี 3 แบบหลักคือ สู้ (Fight), หนี (Flight), และ หยุดนิ่ง (Freeze) แต่ในยุคหลังๆ นักจิตวิทยาองค์กรและนักวิจัยได้เพิ่มมาอีก 3 รูปแบบ รวมเป็น 6 ตัว คือ เอาใจ (Please), เกาะติด/เรียกร้อง (Attach/Cry for Help), และ ทรุดตัว/ยอมจำนน (Collapse)


กลยุทธ์การเอาตัวรอดเหล่านี้… มันฝังลึกอยู่ใน DNA ของเรา ซึ่งเราจะเลือกใช้วิธีไหนก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในวัยเด็ก และเราก็ยังคงนำมันมาใช้โดยไม่รู้ตัวในชีวิตวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในที่ทำงาน


เพราะอะไร? เพราะสภาพแวดล้อมการทำงานเต็มไปด้วยความตึงเครียดสูง ทั้ง เดดไลน์, การประเมินผลงาน, หรือแม้แต่ การเมืองในองค์กร ล้วนสามารถกระตุ้นความรู้สึกไม่ปลอดภัยได้ทั้งสิ้น และถ้าองค์กรของคุณมี “วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่แข็งแรง หรือไม่สร้างความรู้สึกปลอดภัย” แล้วล่ะก็ การตอบสนองเหล่านี้จะยิ่งถูกขยายให้เห็นชัดเจนขึ้น


วันนี้เราอยากชวนคุณผู้ฟังมา ไขรหัสร่วมกัน ว่าพฤติกรรมแต่ละแบบที่เราเห็นในออฟฟิศคืออะไร และที่สำคัญที่สุด… เราจะสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ได้อย่างไร เพื่อให้ทุกคนกล้าที่จะเป็นตัวเองและทำงานได้อย่างเต็มที่!


ถอดรหัส 6 รูปแบบพฤติกรรมป้องกันตัวเองในที่ทำงาน


ในองค์กร การตอบสนองแบบ “สู้กลับ” มักแสดงออกผ่านการโต้เถียงในที่ประชุม ให้ฟีดแบ็กหน่อยก็ตั้งรับสุดๆ แล้วก็พยายามผลักดันความคิดของตัวเองให้ทุกคนยอมรับ แบบว่าไม่ยอมถอยเลยนะ

จริงๆ แล้ว คนแบบนี้ไม่ได้ชอบทะเลาะนะครับ แต่เขารู้สึกว่า ถ้าไม่สู้ไม่ป้องกันตัวเอง เขาจะอยู่รอดไม่ได้


ปัญหาคือ ผู้นำหลายคนเผลอตอกย้ำพฤติกรรมเหล่านี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ผ่านการตอบโต้กลับด้วยการใช้อำนาจที่หนักกว่า ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจกันมากขึ้นไปอีก

  • วิธีเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย:
    • ปรับเปลี่ยนความขัดแย้ง: ลองเปลี่ยนมุมมองจากการ “ทะเลาะกัน” เป็น “แก้ปัญหาร่วมกัน” บอกว่า “เห็นไหม เราสองคนต่างก็อยากได้ผลลัพธ์ที่ดี ลองมาคิดกันดีกว่าว่า จะรวมไอเดียของทั้งคู่ได้ยังไง”
    • ใช้เทคนิค calm curiosity: ใช้ความอยากรู้อยากเห็นด้วยท่าทางที่สงบ แทนที่จะโต้เถียงกลับรุนแรงให้ถามคำถามปลายเปิดอย่างใจเย็น เช่น “ผมเห็นว่าคุณมีความเห็นแน่วแน่มากเลยในเรื่องนี้ ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ?”


คนกลุ่มนี้เลือกที่จะเงียบไปในมีตติ้ง หลีกเลี่ยงการพูดหรือเสนอความเห็น หรือถ้าเริ่มมีดราม่าอะไรก็รีบถอยห่างทันที ปฏิเสธโอกาสใหม่ๆ เพราะกลัวจะต้องเปิดเผยตัวเอง

นี่คือสัญญาณชัดเจนมากว่าวัฒนธรรมองค์กรมันไม่ปลอดภัย คนพวกนี้รู้สึกว่าการพูดออกมามันอันตราย จะโดนลงโทษหรือโดนอับอาย


ปัญหาคือ ผู้นำหลายคนมักไม่ได้สังเกตความเงียบพวกนี้ เราคิดว่าเขาคงไม่สนใจหรอกมั้ง หรือเราก็รีบพูดแทรกเติมเต็มความเงียบ ซึ่งมันยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่า “เสียงของเขาไม่จำเป็น”

  • วิธีเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย:
    • ค่อยๆ เปิดพื้นที่อย่างรู้สึกปลอดภัย: ใช้คำเชิญชวนที่ไม่ทำให้ใครอับอาย ลองค่อยๆ เชิญเขาพูดแบบนุ่มนวลครับ ไม่ต้องทำให้เขารู้สึกกดดัน เช่น “จอร์แดน ผมอยากรู้ความคิดคุณจริงๆ คุณพอจะแชร์มุมมองคุณได้ไหม?
    • กำหนดบรรทัดฐานความปลอดภัยทางจิตใจ: เริ่มการประชุมด้วยการเตือนทุกคนว่า: “เรามาที่นี่เพื่อสร้างสรรค์ความคิด ไม่ใช่ตัดสินมัน ขอให้เรายังคงมีความอยากรู้อยากเห็น”


การตอบสนองแบบ หยุดนิ่ง มักแสดงออกผ่านการตัดสินใจอะไรไม่ได้ วนเวียนคิดไปคิดมา วิเคราะห์จนเกินไป ถามอะไรก็ตอบว่า “ไม่รู้” ตลอด สาเหตุก็คือ เขากลัวการถูกตัดสินมากจนรู้สึกว่า การไม่ทำอะไรเลยมันปลอดภัยกว่าการทำผิด


ปัญหาคือ ผู้นำหลายคนเร่งเร้าให้เขาตอบในทันที ทำให้การลังเลกลายเป็นเรื่องน่าอาย หรือเราก็เข้าไปแทรกแซงแล้วตัดสินใจแทนเขาเลย ซึ่งมันยิ่งทำให้เขาสงสัยตัวเองมากขึ้น

  • วิธีเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย:
    • ทำให้เป็นเรื่องปกติ: พูดว่า: “ไม่เป็นไรที่จะยังไม่มีคำตอบในตอนนี้ มาคิดไปพร้อมๆ กัน”
    • โค้ชด้วยคำถามนำ: แทนที่จะให้คำตอบสำเร็จ ถามว่า “ตอนนี้คุณมีตัวเลือกอะไรบ้างที่กำลังคิดอยู่?”


คำพูดทำนองว่า “ผมเห็นด้วยกับบอสครับ” ดูจะเป็นคำพูดติดปากของคนกลุ่มนี้ จนพาพวกเขาไปสู่สถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ่อยๆ เช่น ได้งานงานเพิ่มแม้จะล้นตัวแล้วก็ตาม หรือยอมกลืนความไม่เห็นด้วยของตัวเองเพื่อให้คนอื่นชอบ เพราะกลัวว่าถ้าไม่ทำแบบนี้จะไม่ได้รับการยอมรับ


ปัญหาคือ ผู้นำหลายคนชอบคนแบบนี้โดยไม่รู้ตัว เราชมว่า “เก่งมาก เป็นทีมเวิร์คจริงๆ” เรามอบหมายงานให้คนแบบนี้เยอะเพราะเขาไม่เคยปฏิเสธ หรือเราเข้าใจผิดว่า การพยักหน้าคือการเห็นด้วยจริงๆ

  • วิธีเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย:
    • ชวนโต้แย้งอย่างสร้างสรรค์: ใช้คำพูดเปิดว่า “ผมอยากฟังความกังวลหรือความไม่เห็นด้วยจริงๆ มันอาจช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น”
    • ยกย่องความจริงใจ: เวลามีคนกล้าพูดความจริง (ที่เรารู้ว่ามันยาก/อึดอัด) ให้ยกย่องเขาเลย “ผมชอบมากที่คุณกล้าชี้ความเสี่ยงในแผนนี้ ความซื่อสัตย์แบบนี้แหละที่ทำให้ทีมเราแข็งแกร่ง”


คนกล่มนี้ชอบ “เกาะติด” หรือร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอด หรือมักทำให้ปัญหาเล็กๆ ดูใหญ่โตเพื่อเรียกความสนใจ เพราะพวกเขาไม่มั่นใจว่า “จะได้รับความช่วยเหลือเมื่อต้องการไหม” เลยต้องร้องเรียกดังๆ ให้ทุกคนกลับมาสนใจเขา


ปัญหาคือ ผู้นำหลายคนรีบเข้าไปช่วยทันที “เอางี้ เดี๋ยวผมจัดการเอง” หรือเราตอบสนองเฉพาะตอนที่เขาทำให้มันดูเร่งด่วนมากๆ ซึ่งมันก็สอนเขาว่า “ต้องขยายปัญหาให้ใหญ่เขาไว้ ถึงจะได้รับความสนใจ”

  • วิธีเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย:
    • สร้าง Ritual ในการซัพพอร์ตสนับสนุนที่คาดเดาได้: จัดการประชุมติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ: “คุณไม่ต้องรอจนเครียดหนักหรอกนะ เราคุยกันทุกวันพฤหัสอยู่แล้ว ค่อยๆ แชร์ความคืบหน้าและปัญหาไปเรื่อยๆ”
    • ส่งเสริมความเป็นอิสระ: ส่งเสริมให้เขาคิดเอง ก่อนจะเข้าไปช่วย ถามว่า “คุณได้ลองทำอะไรไปแล้วบ้าง?” หรือ “ถ้าเป็นคุณ คุณคิดว่าจะจัดการยังไงดี?”


รูปแบบสุดท้ายที่น่ากังวลที่สุด คือการ “ทรุดตัว” หรือยอมจำนน มันคือการปิดตัวทางอารมณ์อย่างสมบูรณ์ เริ่มปลีกตัว หยุดเสนอความคิด หรือมีทัศนคติที่เฉยเมยว่า “จะทำไปทำไม” นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า วัฒนธรรมองค์กร ล้มเหลวในการสร้างความรู้สึกปลอดภัย พวกเขาต้องปิดตัวเองทั้งหมดเพื่อป้องกันตัวเอง


ปัญหาคือ ผู้นำหลายคนทำสิ่งที่แย่ที่สุดคือ การตีตราว่าเขาเป็น “คนทำงานไม่ดี” หรือพยายามเพิ่มแรงกดดันให้ทำงานหนักขึ้น ซึ่งมันยิ่งทำให้เขายอมแพ้หนักกว่าเดิม

  • วิธีเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย:
    • เพิ่ม Empathy เข้าหาด้วยความเห็นอกเห็นใจ: เข้าไปคุยอย่างเป็นส่วนตัว “ผมสังเกตว่า ช่วงนี้คุณเงียบไปในมีตติ้งเลย ทุกอย่างโอเคไหม?”
    • จัดการกับความเครียดในเชิงระบบ: ถามว่า “ตอนนี้อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกหมดไฟที่สุด?” “แล้วคำว่ามีไฟของคุณคืออะไร?” แล้วอาจหาข้อสรุปร่วมกันไม่ว่าจะเป็นแบ่งงาน ปรับลำดับความสำคัญ หรืออะไรก็ตาม

บทสรุป

พฤติกรรมทั้ง 6 แบบนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของใคร แต่มันคือสัญญาณที่บอกว่า “คนๆ นั้นกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัยในทีม” และพฤติกรรมเหล่านี้จะปรากฏขึ้นเมื่อ “วัฒนธรรมองค์กรไม่แข็งแรง” และจะค่อยๆ หายไปเมื่อคนรู้สึกว่าพวกเขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องกลัวแล้ว


ฉะนั้น หน้าที่ของผู้นำที่การระบุสาเหตุให้เจอ และออกแบบ “วัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่ช่วยสร้างความปลอดภัยทางจิตใจให้กับทีม”


A Cup of Culture
────
วัฒนธรรมองค์กร
corporateculture
organizationalculture
.
.

source: https://hbr.org/2025/10/6-defensive-behaviors-that-show-up-at-work-and-how-psychological-safety-can-help?ab=HP-bottom-popular-text-2
Share to
Related Posts:
Search

Strategic Learning Design Canvas is ready for download. Thank for interesting in our research.

Crafting Organizational Excellence full report is ready for download. Thank for interesting in our research.

ดาวน์โหลดตัวอย่างเครื่องมือบางส่วนจาก Values Uncovered ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเครื่องมือของเรา

ORG Culture Canvas full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

Search