ถ้าอยากเปลี่ยน “ผล” ต้องมองให้ถึงราก


เวลาผลลัพธ์ของทีมไม่เป็นไปตามที่คาด สิ่งแรกที่ผู้นำอย่างเรามักทำคืออะไร?

…ยอดขายไม่ถึงเป้า ก็กลับไปดู Sales Pipeline
…ลูกค้าร้องเรียนเยอะ ก็กลับไปดู Process
…งานเสร็จช้า ก็เพิ่ม KPI หรือติดตามงานให้ถี่ขึ้น


วิธีเหล่านี้ไม่ได้ผิด เพราะสุดท้ายองค์กรก็ต้องมีผลลัพธ์ แต่ปัญหาคือ บางครั้งเราแก้กันอยู่หลายรอบ ผลลัพธ์ก็ดีขึ้นเพียงชั่วคราว แล้วอีกไม่นานปัญหาเดิมก็กลับมา ภาพต้นไม้นี้จึงเป็นการเปรียบเทียบที่เพจเราใช้กันบ่อยมาก เพื่อให้เรามองเห็นภาพทั้งหมดขององค์กร จากสิ่งที่อยู่บนดิน ไล่ลงไปถึงสิ่งที่มองไม่เห็นใต้ดิน


“สิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่น ยอดขาย กำไร ผลงาน หรือความสำเร็จ”


ยอดขาย กำไร Customer Satisfaction คุณภาพของงาน Turnover หรือแม้กระทั่ง Employee Engagement ล้วนเป็น “ผล” ที่องค์กรสามารถมองเห็นและวัดได้

แต่ต้นไม้คงออกผลไม่ได้เพียงเพราะเรายืนสั่งมันว่า “ไตรมาสหน้า ขอผลเพิ่มอีก 20% นะ” — องค์กรก็เช่นกัน


การตั้ง Target บอกตัวเลข และติดตาม KPI เป็นเรื่องจำเป็น แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้อธิบายว่า คนในองค์กรจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น!

“พฤติกรรม บรรยากาศ และวิธีการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร หรือที่เราเรียกว่า วัฒนธรรมองค์กร”


…เวลาเกิดปัญหา คนกล้าบอกหัวหน้าหรือเลือกเงียบ?
…เวลาสองฝ่ายเห็นไม่ตรงกัน เขาคุยกันตรงๆ หรือส่งเรื่องขึ้นไปให้ผู้บริหารตัดสิน?
…เวลามีพนักงานทำพลาด ทีมช่วยกันหาสาเหตุ หรือรีบหาว่าใครเป็นคนผิด?
…เวลาลูกค้ามีปัญหาที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ของเรา เราช่วยแก้ให้ก่อน หรือบอกว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ของฝ่ายผม”?


เรื่องเล็กๆ แบบนี้แหละครับที่ค่อยๆ บอกเราว่าองค์กรแห่งนี้ “ทำงานกันอย่างไรจริงๆ”


◎ Edgar Schein เสนอว่าวัฒนธรรมองค์กรมีหลายระดับ ตั้งแต่สิ่งที่สังเกตเห็นได้ ไปจนถึงค่านิยมที่องค์กรประกาศ และลึกที่สุดคือสมมติฐานร่วมที่คนในกลุ่มยึดถือจนแทบไม่ต้องพูดออกมา (The Open University)

“โครงสร้าง ระบบ กระบวนการ และหลักการทำงานที่คอยค้ำจุน”


ระหว่างคำว่า “Value” กับ “Behavior” มักมีช่องว่างอยู่เสมอ! → สมมติองค์กรบอกว่า “Customer First” ฟังแล้วทุกคนเห็นด้วย แต่พอถึงสถานการณ์จริง คำถามเริ่มยากขึ้น


…ถ้าการช่วยลูกค้าครั้งนี้ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เราตัดสินใจอย่างไร?
…พนักงานหน้างานมีอำนาจแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้เองแค่ไหน?
…ถ้ากฎของบริษัทขัดกับประโยชน์ของลูกค้า อะไรควรมาก่อน?


Operating Principles จึงเป็นเหมือนการแปลสิ่งที่เราเชื่อให้กลายเป็น หลักในการตัดสินใจและทำงานร่วมกัน

และนี่เป็นส่วนที่ผู้บริหารมักมองข้าม

เราใช้เวลาเยอะกับการเขียน Values แต่ใช้เวลาน้อยกว่ามากในการตอบว่า ถ้าเราเชื่อเรื่องนี้จริง เวลาทำงานเราจะทำอะไรต่างไปจากเดิม

“ความเชื่อ ค่านิยมหลัก และพันธกิจที่เป็นหลอดเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงองค์กร”


เพราะ Mission และ Core Values ที่องค์กร “ประกาศ” อาจยังไม่ใช่ความเชื่อจริงขององค์กร


Schein แยกระหว่าง Espoused Values หรือสิ่งที่องค์กรบอกว่ายึดถือ กับ Basic Underlying Assumptions หรือความเชื่อที่ฝังลึกจนคนในองค์กรใช้มันในการตีความและตัดสินใจโดยแทบไม่รู้ตัว (The Open University)


ความแตกต่างนี้สำคัญมาก


องค์กรอาจเขียนว่า “We value innovation.”
แต่ถ้าคนที่ทดลองแล้วล้มเหลวถูกตำหนิทุกครั้ง สิ่งที่พนักงานเรียนรู้อาจกลายเป็นว่า “อย่าเสี่ยง ถ้ายังไม่มั่นใจว่ามันจะสำเร็จ”


องค์กรอาจเขียนว่า “We speak openly.”
แต่ถ้าคนที่แย้งผู้บริหารในที่ประชุมถูกมองว่าเป็นคนมีปัญหา ความเชื่อที่ค่อยๆ หยั่งรากอาจกลายเป็น “พูดได้ แต่อย่าพูดเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่อยากได้ยิน”


และเมื่อความเชื่อแบบนี้เกิดซ้ำมากพอ มันก็จะค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่คนไม่ต้องบอกกันอีกต่อไป
พนักงานใหม่เข้ามาไม่นานก็เรียนรู้เองว่า
“ที่นี่เขาทำกันแบบนี้”


นั่นต่างหากคือจุดที่วัฒนธรรมองค์กรเริ่มทรงพลัง



นี่คือส่วนที่ผมคิดว่าภาพต้นไม้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุด มันชวนให้ผู้บริหารย้อนถามจากบนลงล่างว่า


Results: เรากำลังได้ผลลัพธ์อะไร?
↓
Behaviors: พฤติกรรมอะไรของคนกำลังสร้างผลลัพธ์นั้น?
↓
Operating Principles: ระบบ วิธีทำงาน และหลักตัดสินใจอะไรทำให้พฤติกรรมนั้นเกิดซ้ำ?
↓
Values & Assumptions: ลึกลงไป คนของเราเชื่ออะไร จึงเลือกทำแบบนั้น?


ตัวอย่างเช่น หากองค์กรมีปัญหาว่า “คนไม่กล้าตัดสินใจ” โดยปกติเราอาจแก้ด้วยการจัด Training เรื่อง Empowerment → แต่ถ้ามองลงไปถึงราก เราอาจพบว่า ปัญหาจริงไม่ใช่พนักงานตัดสินใจไม่เป็น → แต่อาจเป็นเพราะหลายปีที่ผ่านมา คนที่ตัดสินใจเองแล้วผิด ถูกตำหนิมากกว่าคนที่ไม่ตัดสินใจอะไรเลย

ถ้าเป็นอย่างนั้น ต่อให้จัด Empowerment Workshop อีกสิบครั้ง
พฤติกรรมก็คงเปลี่ยนได้ยาก

เพราะสิ่งที่องค์กรพูดคือ “เราอยากให้คุณกล้าตัดสินใจ”
แต่สิ่งที่ประสบการณ์สอนพนักงานคือ “ถ้าไม่อยากมีปัญหา รอหัวหน้าตัดสินใจดีกว่า”


วัฒนธรรมองค์กรจึงไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ผู้บริหารพูดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่คนในองค์กร เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์ซ้ำๆ ด้วย ซึ่งใกล้กับนิยามวัฒนธรรมของ Schein ที่มอง culture ว่าเป็น accumulated shared learning ของกลุ่ม (PubMed Central (PMC))


ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เราควรถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ คือ

ผลลัพธ์ที่เราเห็นวันนี้ กำลังเติบโตมาจากรากแบบไหน?

เพราะถ้าเราไม่ชอบผลที่ต้นไม้กำลังออก
บางทีสิ่งที่ต้องกลับไปดู
อาจไม่ใช่ผลไม้

แต่อาจเป็นสิ่งที่เรารดน้ำให้มันทุกวันโดยไม่รู้ตัว


A Cup of Culture
────
ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมองค์กร
CompanyCulture
CorporateCulture
.
.

📍 ตัวอย่างหนังสือ
https://online.fliphtml5.com/xkgli/hgrl/

📍 สั่งจองหนังสือ THE CULTURE EDGE
https://www.facebook.com/share/p/1SWkZuwkaq/

Share to
Related Posts:
Search

Strategic Learning Design Canvas is ready for download. Thank for interesting in our research.

Crafting Organizational Excellence full report is ready for download. Thank for interesting in our research.

ดาวน์โหลดตัวอย่างเครื่องมือบางส่วนจาก Values Uncovered ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเครื่องมือของเรา

ORG Culture Canvas is ready for download.
Thank for interesting in our free tools.

Full Report

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

Search