ในยุคที่การแข่งขันสูงลิ่ว คำว่า “Productivity” (ผลิตภาพ) กลายเป็นพระเจ้าที่เรากราบไหว้ แต่เราเคยหยุดคิดไหมว่า “เครื่องยนต์” ที่ขับเคลื่อน Productivity — นั่นคือ “คน” — และตอนนี้คนกำลังเป็นอย่างไร?


หลายครั้งที่ผู้นำมองลงมาแล้วเห็นพนักงานคนเก่งที่เคยกระตือรือร้น กลับกลายเป็นคนที่เฉื่อยชา ไร้ชีวิตชีวา คำถามแรกที่มักผุดขึ้นมาคือ “เขาหมดไฟ (Burnout) หรือเปล่า?” และคำถามที่สอง ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน และมักถูกละเลยคือ “หรือเขาแค่หมดใจ (Boreout)?”


ทั้งสองอาการมีปลายทางที่คล้ายกัน: ความผูกพันต่อองค์กรลดลง, ประสิทธิภาพงานตกต่ำ, และความรู้สึกไร้ค่า แต่จุดเริ่มต้นและวิธีแก้ไขนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเข้าใจความแตกต่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของ HR แต่เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้นำที่ต้องการสร้าง “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ยั่งยืนและมีสุขภาวะที่ดี



ถอดรหัสกราฟ: สมดุลระหว่าง ‘ความสามารถ’ (Abilities) และ ‘ความท้าทาย’ (Challenges)


โมเดล “Flow” ของ Mihaly Csikszentmihalyi (ตามกราฟิก) จะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างแจ่มแจ้ง กราฟนี้แสดงให้เห็นว่าสุขภาพจิตและประสิทธิภาพในการทำงานของเรา ถูกกำหนดด้วยสองแกนหลัก:

  • แกนตั้ง: ความท้าทาย (Challenges) – ระดับความยาก ความซับซ้อน และแรงกดดันของงาน
  • แกนนอน: ความสามารถ (Abilities) – ทักษะ ประสบการณ์ และทรัพยากรที่เรามี


นี่คือสภาวะที่พนักงานทุกคน และทุกองค์กรปรารถนา — เมื่อความท้าทายสอดคล้องกับความสามารถ พนักงานจะรู้สึกมีพลัง, จดจ่อ, เพลิดเพลิน, และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือเขตของ “Productivity ที่แท้จริง”


ในทางตรงกันข้าม… เมื่อใดก็ตามที่จุดนี้หลุดออกจากเส้นสมดุล วิกฤตก็จะเกิดขึ้น


เมื่อความท้าทายอยู่สูงมาก.. แต่ความสามารถหรือทรัพยากรที่มี (รวมถึงเวลา, ทีมงาน, และการสนับสนุน) ไม่เพียงพอ พนักงานจะถูกกดดันจนล้นมือ (Overwhelmed)

  • อาการ: ความเครียดสะสมเรื้อรัง, นอนไม่หลับ, หงุดหงิดง่าย, มองโลกในแง่ร้าย, รู้สึกว่างานไม่มีวันเสร็จ, และท้ายที่สุดคือร่างกายและจิตใจ “ดับ” ไปเลย
  • รากเหง้า: งานโหลดเกินไป (Job Overload), กำหนดเวลาที่ไม่สมเหตุสมผล, ขาดทรัพยากร, หรือขาดการสนับสนุนจากหัวหน้า

Burnout มักเกิดขึ้นใน วัฒนธรรมองค์กรแบบ “ลุยสถานเดียว” (Hustle Culture) หรือวัฒนธรรมที่เน้นการทำเกินหน้าที่ (Over-achievement) เป็นสรณะ การทำงานหนักจนเกินตัวถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่ ในขณะที่การพักผ่อนถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ นี่คือวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับ “ผลลัพธ์” มากกว่า “คน” ที่สร้างมันขึ้นมา

นี่คือวิกฤตที่เงียบเชียบและอันตรายไม่แพ้กัน เมื่อความสามารถของพนักงานมีสูง.. แต่ความท้าทายของงานกลับต่ำลง งานที่ทำเป็นงานซ้ำซาก, งานธุรการที่ไร้ความหมาย, หรือไม่มีโอกาสได้ใช้ศักยภาพที่แท้จริง

  • อาการ: ความเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง, รู้สึกไร้ค่า, เฉื่อยชา, ไม่มีแรงจูงใจ, เริ่มทำ “Quiet Quitting” (ทำงานแค่ตามสั่ง), และพยายามทำให้ตัวเองดูยุ่งแต่ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไร
  • รากเหง้า: ขาดโอกาสในการเติบโต, งานไม่สอดคล้องกับทักษะ, ขาดวิสัยทัศน์ในงาน, หรือผู้นำไม่รู้จักมอบหมายงานที่ท้าทาย

Boreout มักเกิดขึ้นใน วัฒนธรรมองค์กรแบบ “ยึดติดระบบ” (Hierarchical & Bureaucratic) หรือวัฒนธรรมที่เน้นการควบคุมมากกว่าการมอบอำนาจ (Micromanagement) การตัดสินใจทุกอย่างต้องผ่านหลายขั้นตอน พนักงานระดับปฏิบัติการถูกมองว่าเป็นเพียงฟันเฟืองที่ทำตามคำสั่ง ไม่มีพื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์หรือการริเริ่มสิ่งใหม่ นี่คือวัฒนธรรมที่ฆ่า “จิตวิญญาณ” ของคนทำงานเก่ง


ตารางเปรียบเทียบ:

ประเด็นBURNOUT (หมดไฟ)BOREOUT (หมดใจ)
สาเหตุหลักงานหนักเกินตัว (Overloaded)งานเบาเกินไป/ไร้ความหมาย (Underloaded/Meaningless)
สภาวะในกราฟความท้าทาย > ความสามารถ (Over-challenged)ความสามารถ > ความท้าทาย (Under-challenged)
ความรู้สึกหลักเครียด, ล้นมือ, กังวลเบื่อหน่าย, ไร้ค่า, ไม่มีความผูกพัน
พฤติกรรมทำงานหนักผิดปกติ, ลาป่วยบ่อย (จากโรคความเครียด), หงุดหงิดง่ายทำงานเฉื่อยชา, แอบดูโซเชียลบ่อย, ทำงานแค่ตามสั่ง, ลาป่วยบ่อย (จากความรู้สึกเบื่อ)
ความสัมพันธ์ปลีกตัวออกห่างกลุ่ม, ไม่มีเวลาให้ใครมีส่วนร่วมกับกลุ่มลดลง, รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่ง


การแยกแยะ Burnout และ Boreout ไม่ใช่เรื่องของการชี้นิ้วตัดสิน แต่เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจและให้การสนับสนุน หน้าที่ของผู้นำและ HR คือการตรวจสอบและปรับเปลี่ยน “วัฒนธรรมองค์กร” ของตน

  • แก้ที่วัฒนธรรม: เปลี่ยนจากความเชื่อ “ทำมากกว่าคือดีกว่า” มาเป็น “ทำสิ่งที่ใช่ในเวลาที่พอดี” สร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับการพักผ่อนและการมีเส้นแบ่งงานกับชีวิต (Boundaries)
  • แก้ที่ระบบ: ตรวจสอบปริมาณงาน (Workload Assessment) อย่างเป็นธรรม, เพิ่มทรัพยากร, มอบหมายงานอย่างชัดเจน, และให้การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต
  • ตัวอย่างการกระทำ: ผู้นำต้อง “นำด้วยการกระทำ” คือ ไม่ส่งอีเมลงานนอกเวลา, สนับสนุนให้ลาพักร้อน, และชื่นชมพนักงานที่จัดการความเครียดได้ดี
  • แก้ที่วัฒนธรรม: เปลี่ยนจากความเชื่อ “ทำตามสั่งคือดีกว่า” มาเป็น “คิดและริเริ่มคือสิ่งที่มีคุณค่า” สร้างวัฒนธรรมแห่งการมอบอำนาจ (Empowerment) และการเรียนรู้ (Learning Culture)
  • แก้ที่ระบบ: สร้างโอกาสในการเติบโตทางอาชีพ (Career Path), ส่งเสริมการสลับสับเปลี่ยนงาน (Job Rotation), ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ, และเชื่อมโยงงานที่ทำกับวิสัยทัศน์ขององค์กร
  • ตัวอย่างการกระทำ: จัดงาน “Innovation Day” ให้พนักงานเสนอไอเดียใหม่, ส่งเสริมโครงการ “Side Projects” ภายในองค์กร, และให้การอบรมเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ (Upskilling)

บทสรุปส่งท้าย

ในสมรภูมิการดึงดูดและรักษาคนเก่ง “วัฒนธรรมองค์กร” ไม่ใช่เพียง “Optional” อีกต่อไป แต่เป็น “Strategic Asset” ที่สำคัญที่สุด การเข้าใจโมเดล Flow จะช่วยให้เรามองเห็นสงครามเงียบของ Burnout และ Boreout ที่กำลังสูบพลังจากพนักงานของเรา


อย่าปล่อยให้ Burnout ดับไฟของคนเก่ง และอย่าปล่อยให้ Boreout กัดกินใจของคนมีศักยภาพ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สมดุล —ที่ซึ่งความท้าทายและความสามารถมาบรรจบกัน —คือทางออกเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงและยั่งยืน


A Cup of Culture
────
ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมองค์กร
CompanyCulture
CorporateCulture
.
.

Source:
The Decision Book: Fifty Models for Strategic Thinking. Book by Mikael Krogerus and Roman Tschäppeler. Retrieved from: https://www.academia.edu/35343064/The_Decision_Book_50_Models_for_Strategic_Thinking
Share to
Related Posts:
Search

Strategic Learning Design Canvas is ready for download. Thank for interesting in our research.

Crafting Organizational Excellence full report is ready for download. Thank for interesting in our research.

ดาวน์โหลดตัวอย่างเครื่องมือบางส่วนจาก Values Uncovered ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเครื่องมือของเรา

ORG Culture Canvas is ready for download.
Thank for interesting in our free tools.

Full Report

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

Search