คนทำงานรุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังปฏิเสธแนวคิดเดิมๆ เกี่ยวกับความสำเร็จในชีวิต และต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานที่กดดัน การเอาเปรียบในที่ทำงาน และการไล่ล่าความก้าวหน้าในอาชีพแบบไม่หยุดพัก (ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม “Lying Flat” (躺平, Tǎng Píng) ในจีน /กลุ่ม “YOLO Economy” ในตะวันตก หรือกลุ่ม “N-Po Generation” ในเกาหลีใต้)
แม้ปัญหาเหล่านี้จะมีรากฐานจากระบบการทำงาน แต่องค์กรที่ปรับตัวและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีขึ้นได้ ก็สามารถเปลี่ยนแนวโน้มการต่อต้านนี้ให้เป็นโอกาส —โดยสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า มีแรงจูงใจ และเห็นความหมายในการทำงานมากขึ้น
11 เทรนด์การทำงานของคนรุ่นใหม่ในแต่ละประเทศ
1. Lying Flat (躺平, Tǎng Píng) – จีน
คนรุ่นใหม่ในจีนเริ่มต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มงวด โดยเฉพาะตารางงานแบบ 996 (ทำงาน 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม (9 P.M.) 6 วันต่อสัปดาห์) พวกเขาเลือกที่จะทำงานให้น้อยลง ลดค่าใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับเวลาว่างและคุณภาพชีวิตมากกว่าการไล่ล่าความก้าวหน้าในอาชีพ
2. Let It Rot (摆烂, Bǎi Làn) – จีน
กระแสนี้เป็นเวอร์ชันที่รุนแรงกว่าของ “Lying Flat” โดยไม่ได้แค่ลดความทะเยอทะยานทางอาชีพ แต่เป็นการปล่อยตัว ปล่อยใจ ไม่ใส่ใจแม้แต่ความก้าวหน้าส่วนตัว หรือพูดง่ายๆ ว่า “ไม่แคร์อะไรอีกแล้ว” ทำให้เกิดการต่อต้านแบบเฉื่อยชาในชีวิตและการทำงาน
3. Sampo & N-Po Generation – เกาหลีใต้
หนุ่มสาวชาวเกาหลีใต้จำนวนมากละทิ้งเป้าหมายสำคัญของชีวิต เช่น การมีความสัมพันธ์ การแต่งงาน การเป็นเจ้าของบ้าน และแม้แต่ความทะเยอทะยานทางอาชีพ สาเหตุหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจและแรงกดดันทางสังคมที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป้าหมายเหล่านี้เป็นไปไม่ได้
4. Silent Resignation (静辞, Jìng Cí) – จีน
แทนที่จะลาออกอย่างเปิดเผย พนักงานเลือกที่จะลดความทุ่มเทต่อหน้าที่อย่างเงียบๆ และวางแผนออกจากงานไปเรื่อยๆ ในขณะที่ยังคงรับเงินเดือน
5. Freeter (フリーター, Furītā) – ญี่ปุ่น
คนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นจำนวนมากเลือกทำงานพาร์ทไทม์หรืออาชีพอิสระแทนงานประจำในบริษัทใหญ่ พวกเขาให้ความสำคัญกับอิสระและความสุขส่วนตัวมากกว่าความมั่นคงทางการเงิน
6. YOLO Economy – โลกตะวันตก
ขบวนการที่พนักงานลาออกจากงานที่มั่นคงเพื่อไล่ตามความฝัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว หรือการทำอาชีพทางเลือก พวกเขาให้ความสำคัญกับความสุขในชีวิตมากกว่าความมั่นคงในอาชีพ
7. Anti-Work Movement – โลกตะวันตก
กระแสต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานแบบหักโหม (Hustle Culture) เรียกร้องให้ลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มค่าจ้าง และให้ความเคารพต่อสุขภาวะของพนักงานมากขึ้น
8. DINK (Double Income, No Kids) & Child-Free Movement – ทั่วโลก
คนรุ่นใหม่จำนวนมากตัดสินใจไม่แต่งงานหรือไม่มีลูก เพื่อมุ่งเน้นไปที่อิสรภาพทางการเงิน ความยืดหยุ่นในอาชีพ และการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองมากขึ้น
9. Work-to-Rule (按章工作, Àn Zhāng Gōngzuò) – จีน
พนักงานทำงานตามหน้าที่ที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น และปฏิเสธการทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ถือเป็นการประท้วงแบบเงียบๆ ต่อวัฒนธรรมการทำงานที่กดดัน
10. Hikikomori (ひきこもり) – ญี่ปุ่น
รูปแบบหนึ่งของการแยกตัวออกจากสังคมอย่างรุนแรง โดยบุคคลจะกักตัวอยู่ในบ้านเป็นเวลานาน ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากแรงกดดันทางสังคมและปัญหาสุขภาพจิต
11. Bare Minimum Monday – โลกตะวันตก
แนวคิดที่ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน โดยพนักงานจะทำงานให้น้อยที่สุดในวันจันทร์ เพื่อปกป้องสุขภาพจิตของตนเองและปรับตัวเข้าสู่สัปดาห์การทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ทำไมเทรนด์เหล่านี้ถึงเติบโตขึ้น?
มีหลายปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระแส “แอนตี้การทำงาน” ขยายตัวมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่
1. เศรษฐกิจไม่มั่นคง & ค่าครองชีพสูง
คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถซื้อบ้าน สร้างครอบครัว หรือมีอนาคตที่มั่นคงได้ ค่าครองชีพที่พุ่งสูง เงินเฟ้อ และค่าแรงที่แทบไม่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความท้อแท้และหมดหวัง
2️. ภาวะหมดไฟจากวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ
หลายคนรู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป แต่ได้รับค่าตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า และไม่ได้รับการยอมรับ วัฒนธรรมการทำงานแบบ “Hustle Culture” ที่เชิดชูการทำงานหนักเกินตัว ทำให้พนักงานเหนื่อยล้า ทั้งร่างกายและจิตใจ
3️. การขาดเป้าหมายและความหมายในงาน
คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความหมายของงานมากขึ้น หากงานซ้ำซาก กดดันสูง หรือไม่มีความหมาย พวกเขาจะหมดไฟและเลือกไม่ทุ่มเทกับมัน
4️. ทัศนคติที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับความสำเร็จ
ต่างจากรุ่นก่อนๆ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิต-การทำงาน มากกว่าการไต่เต้าสู่ตำแหน่งสูงสุด พวกเขาไม่ได้มองว่าความมั่นคงหรือชื่อเสียงเป็นเป้าหมายหลักของชีวิตอีกต่อไป
5️. เทคโนโลยี & ทางเลือกการใช้ชีวิตที่หลากหลายขึ้น
อาชีพใหม่ๆ อย่าง Digital Nomad, Gig Worker และ Content Creator เปิดโอกาสให้คนทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องยึดติดกับการเป็นพนักงานประจำ ทำให้หลายคนปฏิเสธโครงสร้างการจ้างงานแบบเดิมไปเลย
วัฒนธรรมองค์กรสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?
แทนที่จะต่อต้านกระแสการเปลี่ยนแปลง องค์กรสามารถปรับวัฒนธรรมการทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานยุคใหม่
1️. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีเป้าหมาย
✅ เชื่อมโยงงานกับเป้าหมายที่มีความหมาย—พนักงานต้องการรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร
✅ สื่อสารให้ชัดเจนว่าทุกบทบาทมีความสำคัญต่อเป้าหมายขององค์กร
✅ สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่างานมีคุณค่า
2️. ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงาน
✅ ลดวัฒนธรรม “Hustle Culture” และสนับสนุนสมดุลชีวิต-การทำงาน เช่น เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และการสนับสนุนสุขภาพจิต
✅ กำหนดปริมาณงานที่สมเหตุสมผล เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ (Burnout)
✅ ส่งเสริมการพัฒนาตัวเองผ่านโปรแกรมฝึกอบรมและเรียนรู้
3️. ให้ความยืดหยุ่นในเส้นทางอาชีพ
✅ ใช้โมเดลการทำงานแบบไฮบริด และประเมินผลตามผลงาน ไม่ใช่ชั่วโมงที่นั่งอยู่ในออฟฟิศ
✅ เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเปลี่ยนสายงานภายในองค์กร แทนที่จะลาออกเพื่อหางานใหม่
4️. กำหนดความสำเร็จใหม่ให้หลากหลายกว่าการเลื่อนตำแหน่ง
✅ ให้รางวัลและยอมรับความสำเร็จในหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งบริหาร
✅ ออกแบบเส้นทางอาชีพตามทักษะ (Skill-Based Career Path) ให้พนักงานเติบโตได้โดยไม่ต้องเป็นผู้จัดการ
5️. สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและเป็นธรรม
✅ สนับสนุนวัฒนธรรมการทำงานแบบร่วมมือกัน เพื่อให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ
✅ จัดการค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม และสร้างเส้นทางความก้าวหน้าที่โปร่งใส เพื่อลดปัญหา “Quiet Quitting”
✅ ให้การยอมรับและแสดงความขอบคุณต่อพนักงานอย่างสม่ำเสมอ
6️. ให้อำนาจพนักงานในการกำหนดวิธีการทำงานของตนเอง
✅ เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสนับสนุนแนวคิดแบบผู้ประกอบการภายในองค์กร
✅ อนุญาตให้มีโครงการเสริมและการสร้างสรรค์งาน เพื่อให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของในงานที่ทำ
บทสรุป: อนาคตของการทำงานคือ “ความสมดุล”
กระแส “แอนตี้การทำงาน” ไม่ใช่แค่การต่อต้านระบบ แต่เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่วัฒนธรรมการทำงานต้องเปลี่ยนแปลง แทนที่จะมองว่ากระแสเหล่านี้เป็นภัย องค์กรควรใช้เป็นโอกาสในการปรับตัวและสร้างสถานที่ทำงานที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า มีส่วนร่วม และสามารถกำหนดเส้นทางอาชีพของตนเองได้
เมื่อองค์กรให้ความสำคัญกับ เป้าหมายที่มีความหมาย สุขภาพของพนักงาน และความยืดหยุ่น พวกเขาจะสามารถเปลี่ยนพนักงานที่หมดไฟให้กลายเป็นคนที่ทำงานด้วยความมุ่งมั่น และสร้างองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
A Cup of Culture
────
วัฒนธรรมองค์กร
corporateculture
organizationalculture
.
.

1. Lying Flat & Let It Rot (China)
• Zhang, Chenchen. “Lying Flat: The Young Chinese Rejecting a Life of Overwork.” BBC News, 2021. Link
• Cao, Ying. “The ‘Let It Rot’ Mentality: Why Some Young Chinese Are Giving Up on Work and Life.” Sixth Tone, 2022. Link
2. Sampo & N-Po Generation (South Korea)
• Lim, Seung-Ho. “South Korea’s ‘Sampo Generation’ Is Giving Up on Marriage, Kids, and Homeownership.” The Diplomat, 2019. Link
• Kwon, Hyunji. “N-Po Generation: Why Korean Millennials Are Abandoning Traditional Life Goals.” Korea Times, 2021. Link
3. Silent Resignation & Work-to-Rule (China)
• Yao, Kevin. “China’s ‘Silent Resignation’ Trend Reflects Deep Worker Frustrations.” Reuters, 2023. Link
• Chen, Ming. “Work-to-Rule: A Quiet Rebellion Against China’s Overwork Culture.” SCMP, 2022. Link
4. Freeter Culture (Japan)
• Kawashima, Kenji. “Freeter: The Rise of Japan’s Underemployed Youth.” Japan Times, 2020. Link
• Miyamoto, Yuki. “Why Japan’s Youth Are Rejecting Lifetime Employment.” Nikkei Asia, 2022. Link
5. YOLO Economy & Anti-Work Movement (Western World)
• Roose, Kevin. “Welcome to the YOLO Economy.” The New York Times, 2021. Link
• McGregor, Jena. “The Rise of the Anti-Work Movement.” The Washington Post, 2022. Link
6. DINK & Child-Free Lifestyle (Global)
• Parker, Kim. “More Young Couples Are Choosing Not to Have Kids: Here’s Why.” Pew Research Center, 2021. Link
• Kim, Evelyn. “Double-Income, No Kids: Why the DINK Lifestyle Is Growing.” Forbes, 2023. Link
7. Hikikomori (Japan)
• Teo, Alan R. “A Systematic Review of Hikikomori: Social Withdrawal in Japan.” Journal of Psychiatry Research, 2018. DOI
• BBC Documentary. “Inside Japan’s Hikikomori Crisis.” BBC World News, 2020. Link
8. Bare Minimum Monday (Western World)
• Phillips, Hannah. ”‘Bare Minimum Monday’: The Trend That’s Helping Workers Avoid Burnout.” Guardian, 2023. Link
• Taylor, Derek. “Bare Minimum Monday: A Corporate Reaction to Burnout Culture.” Harvard Business Review, 2023. Link
9. Impact of Company Culture on Employee Engagement
• Gallup Report. “State of the Global Workplace: 2023 Report.” Gallup, 2023. Link
• Deloitte Insights. “Redefining Work Culture for a Changing Workforce.” Deloitte, 2022. Link








