หลายคนอาจจะขำกับประโยค ‘งานมากกว่าเท่าเดิม’ แต่สำหรับคนทำงานยุคนี้ มันคือเรื่องจริงที่ขำไม่ออกครับ! เพราะมาตรฐานคำว่า ‘งานเท่าเดิม’ ของออฟฟิศในวันนี้ คือการที่พนักงานหนึ่งคนต้องแบกงานแทนคนสามคนไปแล้ว!”
เป็นคำที่สื่อถึง “ความล้น” ที่ถูกทำให้กลายเป็น “ความปกติ” ครับ ซึ่งนี่แหละคือชนวนเหตุชั้นดีที่ทำให้เกิด Quiet Quitting เลย! (ความหมายของคำนี้ คือ การที่พนักงานเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ถูกกำหนดในขอบเขตงานของตน ไม่ทุ่มเท ไม่ทำเพิ่มกว่าที่ตกลงไว้)
และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะบุคคล แต่มันเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อ “วัฒนธรรมองค์กร” อย่างรุนแรง ซึ่งบทความวิจัยเรื่อง The Silent Disengagement: Exploring the Impact of Quiet Quitting on Organizational Culture โดย Noor Jannah Afi (2025) ได้ชี้ให้เห็นว่า “การถอนตัวอย่างเงียบเชียบ” นี้น่ากลัวกว่าการลาออกตรงๆ เสียอีก
วันนี้ A Cup of Culture เลยอยากหยิบข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นนี้ มาฉายให้เราเห็นภาพชัดๆ ว่าอะไรคือตัวผลักดันให้พนักงาน “ถอนใจ” และมันกำลังทำลายรากฐานขององค์กรเราอย่างไรบ้าง…
1. ปัจจัยด้านบุคคล
Quiet Quitting มักเป็นเพียง อาการ ของปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น ในงานวิจัยชิ้นนี้ได้ระบุปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนพนักงานให้เกิดพฤติกรรมถอนตัว:
- กลไกการเอาตัวรอดจากงานล้น (78%): เมื่อสมดุลชีวิตพังพินาศ พนักงานจึงต้องสร้าง “กำแพง” ขึ้นมาปกป้องสุขภาพจิตและเวลาส่วนตัว (Work-life imbalance)
- ภาวะถดถอยของแรงจูงใจ: งานวิจัยระบุว่าพนักงานที่มองไม่เห็นอนาคต (Stagnation) หรือได้รับโอกาสในการก้าวหน้าอย่างจำกัด มีแนวโน้มที่จะลดความพยายามลงทันทีถึง 2.9 เท่า
- The Purpose Gap (ช่องว่างของเป้าหมาย): 68% ของการศึกษาอ้างว่าเมื่อ “คุณค่า” ของคนกับ “เป้าหมาย” ของงานเดินสวนทางกัน ความว่างเปล่าจึงเข้ามาแทนที่ความทุ่มเท
2. ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร (The Organizational Culture Fallout)
เมื่อ Quiet Quitting แพร่กระจาย ผลกระทบที่ตามมาจะไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพรายบุคคล แต่จะกัดกินวัฒนธรรมองค์กรโดยรวม:
- 53% Drop in Innovation (นวัตกรรมลดลง 53%): ทีมที่มีอัตราการ Quiet Quitting สูงจะสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ และสิทธิบัตรน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพนักงานหยุดให้ “Discretionary Effort” (ความทุ่มเทที่นอกเหนือจากหน้าที่)
- เพียง Quiet Quitter 3-4 คนก็สามารถเพิ่มการถอนตัวในเพื่อนร่วมงานที่เคยกระตือรือร้นได้ถึง 28%) นี่คือความหมายของ “Cultural Contagion” (การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม)
- ความยืดหยุ่นขององค์กรลดลง (34%): ในยามวิกฤต องค์กรที่มีวัฒนธรรมแบบต่างคนต่างอยู่จะฟื้นตัวช้ากว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น เมื่อองค์กรสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า ‘งานมากกว่าเท่าเดิม’ คือเรื่องปกติ… พนักงานจึงตอบโต้ด้วยการสร้างวัฒนธรรม ‘ทำเท่าที่จ้าง’ เป็นการแก้เกมคืน
3. ทางแก้เชิงกลยุทธ์สำหรับการรักษาพนักงานไว้
เพื่อกู้คืนวัฒนธรรมองค์กรกลับมา ผู้นำต้องไม่มองไปที่การออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา (พูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ เลิกใช้ “ไม้เรียว” แล้วหันมาใช้ “ความเข้าใจ” แก้ที่ต้นเหตุแทน) ผ่านกลยุทธ์ 3 ด้าน ดังนี้:
① สร้าง “ขอบเขต” ที่ยั่งยืน (Sustainable Boundaries):
เลิกนิสัย “สั่งเผื่อ” หรือ “สั่งด่วน” ตลอดเวลา แต่หันมาทำ Workload Audit ตรวจสอบปริมาณงานให้ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานมี “พื้นที่หายใจ” และทรัพยากรบุคคลไม่ถูกใช้จนเกินขีดจำกัด
② รีโนเวท “เส้นทางอาชีพ” (Career Re-imagination):
เปลี่ยนเป้าหมายที่หยุดนิ่งให้เป็นเส้นทางการเติบโตที่ “โปร่งใสและหลายมิติ” ไม่ใช่แค่การเลื่อนตำแหน่งในแนวตั้ง แต่ต้องสนับสนุนการขยายทักษะในแนวราบ ให้พนักงานรู้สึกว่าทุกวันที่มาทำงานคือการ “เก่งขึ้น” ไม่ใช่แค่ “ทำงานเสร็จไปวันๆ”
③ ปลุกปั้น “ผู้นำที่เข้าถึงใจ” (Empathetic Leadership):
ฝึกฝนหัวหน้างานให้เลิกสั่งการแบบหุ่นยนต์ แต่หันมาใช้ Empathetic Communication สื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ และรู้จักการชื่นชมที่อิงจาก ค่านิยม (Value-based) เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าในใจพนักงานด้วยความรู้สึกว่า “งานที่เขาทำนั้นมีคุณค่าจริงๆ”
สรุปส่งท้าย:
สุดท้ายแล้ว Quiet Quitting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องพนักงานขี้เกียจหรือทำงานไม่คุ้มค่าตัว แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยว่า “วัฒนธรรมองค์กร” กำลังป่วยครับ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อตัวขับเคลื่อนในใจพนักงานพังทลาย ผลกระทบจะลามไปถึงหัวใจของธุรกิจทันที
การยอมรับและรีบจัดการกับ “อาการถอนใจอย่างเงียบเชียบ” ตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อรักษาพนักงานไว้ แต่คือการรักษาความแข็งแกร่งขององค์กร ให้ยังสามารถปรับตัวและเติบโตได้ในระยะยาว… ก่อนที่ความว่างเปล่าจะกัดกินจนไม่เหลือคนทำงานจริงครับ
A Cup of Culture
────
วัฒนธรรมองค์กร
corporate culture
organizational culture
.
.









