ในฐานะผู้นำ หลายครั้งที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจที่สุดอย่างหนึ่ง คือการเห็นพนักงานทำงานผิดพลาดหรือพฤติกรรมบางอย่างกำลังส่งผลกระทบต่อทีม แต่เมื่อเราเดินเข้าไปหาเพื่อตักเตือน สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความว่างเปล่า สายตาที่ป้องกันตัวเอง หรือคำพูดที่ว่า “ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอะไรตรงไหนเลยนี่ครับ”
สัญชาตญาณแรกของผู้นำส่วนใหญ่มักเป็นการพยายาม “ยัดเยียดความจริง” หรือใช้หลักฐานสารพัดเพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าเขาผิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว “การที่คนคนหนึ่งมองไม่เห็นปัญหา อาจไม่ได้เกิดจากความดื้อรั้น แต่อาจเป็นเพราะ “วัฒนธรรมองค์กร” ของเรา ไม่ได้เอื้อให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยในการยอมรับความจริง”
หากเราต้องการสร้าง “วัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการเติบโต (Growth Culture) และความโปร่งใส” ผู้นำจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้พิพากษา” มาเป็น “โค้ช” บทความนี้เราได้แรงบันดาลใจจากโพสต์ของ Amy Gibson ที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างลงตัวกับเรื่องวัฒนธรรมองค์กร
4 ขั้นตอน โค้ชทีมงานที่ยังมองไม่เห็นปัญหา..
1. อ่านใจให้ออก: เขาอยู่จุดไหนใน Stages of Change?
ก่อนที่เราจะเปลี่ยนใคร เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขายืนอยู่ตรงไหน… Stages of Change Model ชี้ให้เห็นว่า พนักงานที่มองไม่เห็นปัญหาเลย มักจะอยู่ในขั้นแรกที่เรียกว่า Precomtemplation (ไม่คิดว่ามีปัญหา)
โดยโมเดลนี้มีทั้งหมด 6 ขั้นสำคัญ
- Pre-contemplation (ขั้นก่อนการไตร่ตรอง / ไม่คิดว่ามีปัญหา) : ยังไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
- Contemplation (ขั้นไตร่ตรอง) : ตระหนักแล้วว่ามีปัญหาเกิดขึ้น แต่ยังไม่ได้ผูกมัดหรือตั้งใจมั่นที่จะลงมือแก้ไข
- Preparation (ขั้นเตรียมการ) : มีความตั้งใจและเตรียมพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติ
- Action (ขั้นลงมือทำ) : อยู่ในกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง
- Maintenance (ขั้นคงรักษาพฤติกรรม) : รักษาความเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมใหม่เข้ามาแทนที่พฤติกรรมเดิมอย่างสมบูรณ์
- Relapse (ขั้นกลับไปเป็นซ้ำ / หลุด) : กลับไปสู่รูปแบบพฤติกรรมเดิม ๆ ที่เคยทำมาในอดีต (ก่อนจะวนกลับไปสู่ขั้นแรกใหม่)
กฎเหล็กของผู้นำ: หน้าที่ของคุณในขั้นนี้ไม่ใช่การไป “บีบคั้นให้เขาเชื่อ” แต่คือการ “หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเอะใจ” (Plant seeds) การรีบเร่งผลักดันให้เขาไปสู่ขั้น Action ทันทีโดยที่เขายังไม่ยอมรับ จะยิ่งทำให้เกิดแรงต้านและทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรที่ดี
2. ขับเคลื่อนด้วย OARS Approach: สร้างพื้นที่แห่งการค้นพบตัวเอง
การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่ผู้คนกล้าสบตากับปัญหา “ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีสนทนา” โดยเราสามารถใช้เครื่องมือที่เรียกว่า OARS เพื่อนำทางบทสนทนาโดยไม่ใช้อำนาจกดดัน:
- O – Open questions: ตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อชวนสำรวจ
- A – Affirmations: ให้การยอมรับและชื่นชมในความตั้งใจหรือความพยายามของเขา
- R – Reflections: สะท้อนสิ่งที่คุณได้ยิน เพื่อให้เขาได้ฟังเสียงและความคิดของตัวเอง
- S – Summaries: สรุปประเด็นเพื่อเชื่อมโยงภาพรวมเข้าด้วยกัน
3. เปลี่ยนคำถามเพื่อเปลี่ยน “กลไกป้องกันตัว” (Open Questions That Work)
ภาษาที่ผู้นำเลือกใช้ คือสิ่งที่จะกำหนดว่าวัฒนธรรมองค์กรของคุณจะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (Psychological Safety) หรือ “แดนประหาร”
.
| แทนที่จะพูดแบบนี้ (กระตุ้นการป้องกันตัว) | ลองเปลี่ยนเป็นแบบนี้ (ชวนคิดและสะท้อนตัวเอง) |
| “ทำไมคุณถึงทำแบบนั้น?” | “คุณคาดหวังให้เกิดอะไรขึ้นจากสิ่งที่คุณทำ?” |
| “คุณไม่เห็นปัญหาจริง ๆ เหรอ?” | “คุณคิดว่าผลลัพธ์ที่ออกมามันส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง?” |
| “คุณต้องแก้ไขเรื่องนี้นะ” | “มีอะไรที่คุณคิดว่าอยากจะลองทำต่างไปจากเดิมไหม?” |
การเปลี่ยนคำถามจาก “ทำไม” มาเป็น “อย่างไร” หรือ “อะไร” จะช่วยลดเกราะกำบังในใจพนักงาน และทำให้เขารู้สึกว่าผู้นำกำลังจับมือช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่จับผิด
4. สังเกตสัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลง (Signs They’re Starting to See)
วัฒนธรรมที่ยั่งยืนไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว การโค้ชคนก็เช่นกัน เมื่อคุณเริ่มปรับวิธีพูดแล้ว ให้สังเกตสัญญาณเล็ก ๆ เหล่านี้เพิ่มด้วย ซึ่งบ่งบอกว่า “เมล็ดพันธุ์” ที่คุณหว่านไว้เริ่มเติบโตแล้ว:
5 สัญญาณ เมื่อทีมงานเริ่มมองเห็นปัญหา
- นิ่งคิดนานขึ้น (Pause & Reflect): หยุดคิดและประมวลผลนานขึ้นก่อนตอบ ลดการใช้อารมณ์ปกป้องตัวเอง
- เอ่ยปากซักถาม (Clarifying Questions): เริ่มตั้งคำถามเพื่อขอความชัดเจน แสดงถึงความกระตือรือร้นที่จะเข้าใจปัญหา
- มุมมองและทัศนคติที่เปลี่ยนไป: พูดถึงเรื่องราวหรือบทสนทนาในอดีตด้วยมุมมองและทัศนคติที่เปลี่ยนไป
- หยุดแก้ตัว (Stop Defending): ละทิ้งเกราะกำบัง ไม่หาข้ออ้างมาปกป้องความผิดพลาดของตัวเอง
- เริ่มสงสัยและชวนคิด (Start Wondering): เปลี่ยนจากแรงต้าน มาเป็นความอยากรู้อยากเห็นเพื่อหาแนวทางพัฒนา
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เตือนใจ คือ “บางครั้ง คนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในบทสนทนานี้… อาจจะเป็นตัวผู้นำเอง” (Sometimes the person who shifts the most is you)
การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่คนกล้ายืดอกรับความผิดพลาดและพัฒนาตัวเอง ไม่ได้เกิดจากการที่ผู้นำมีนิ้วที่คอยชี้สั่งอย่างแม่นยำว่าใครทำอะไรผิด แต่เกิดจากการที่ผู้นำมีกระจกบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนวิธีคิด วิธีฟัง และวิธีตั้งคำถามของตัวเองต่างหาก
A Cup of Culture
────
ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมองค์กร
Company Culture
Corporate Culture
.
.









